กลับ
เมนู

    หน้าฝน อยู่อย่างไรให้ไกลโรค

10-07-2019

หน้าฝน อยู่อย่างไรให้ไกลโรค

 

ถ้าพูดถึงหน้าฝน หลายคนคงนึกถึงบรรยากาศฝนพรำที่ให้ความรู้สึกเย็นฉ่ำชื่นหัวใจ  สำหรับคนกรุงหรือคนที่อยู่ในเมือง อาจนึกถึงสภาวะการจราจรติดขัด น้ำท่วมขังหรือน้ำกำลังรอการระบาย ขยะที่ลอยมากับน้ำท่วมหรือแม่น้ำตอนช่วงฝนตกหนัก ไม่ว่าฤดูฝนจะสร้างบรรยากาศให้คุณประทับใจในแบบไหน แต่สิ่งที่ตามมากับหน้าฝนโดยยากที่จะหลีกเลี่ยงนั่นก็คือ โรคในหน้าฝน เพราะหน้าฝนเป็นฤดูกาลที่มีความชื้นสูง จึงเหมาะแก่การเจริญเติบโตของบรรดาเชื้อโรคชนิดต่างๆ  อีกทั้งความชื้นแฉะยังก่อให้เกิดแหล่งเพาะพันธุ์ชั้นดีที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโตของพาหะเชื้อโรคเหล่านี้ได้อีกด้วย ซึ่งโรคหน้าฝนที่พบเจอกันได้บ่อยๆและควรระมัดระวังมีดังนี้

1.โรคหวัด หรือไข้หวัดธรรมดาที่เป็นกันได้ตั้งแต่เด็กเล็กจนถึงผู้ใหญ่  นับว่าเป็นโรคฮิตในหน้าฝนอย่างแท้จริง สาเหตุของโรคหวัดส่วนใหญ่มักเกิดจากเชื้อไวรัส มีผลต่อระบบทางเดินหายใจเกิดอาการต่างๆ เช่น  มีอาการไข้ ปวดหัวตัวร้อน มีน้ำมูก หายใจติดขัด เสียงแหบ ไอ มีเสมหะ เจ็บคอ เบื่ออาหาร เป็นต้น แม้โรคหวัดจะไม่มีความร้ายแรงและหายเองได้ แต่โรคหวัดก็ส่งผลต่อการใช้ชีวิตของเราได้  อาจต้องหยุดเรียน หยุดงาน  มีน้ำมูกไหลจนเสียบุคลิก หรือไม่มีเสียงพูดไปหลายวันเลยทีเดียว โรคหวัดสามารถเป็นได้ทุกฤดู แต่สำหรับฤดูฝน ดูเหมือนว่าจะเป็นช่วงที่คนสามารถป่วยเป็นโรคนี้ได้มากที่สุด

 

 

2. ไข้เลือดออก  เมื่อฝนตกย่อมทำให้เกิดน้ำขัง จึงกลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายชั้นดี ทำให้ในช่วงหน้าฝน เราจะได้ยินข่าวเด็กเล็กหรือผู้ใหญ่เป็นโรคไข้เลือดออกกันบ่อยๆ  โรคไข้เลือดออกจัดว่าเป็นภัยเงียบ หากไม่สังเกตอาการดีๆอาจนึกว่าเป็นเพียงไข้สูงทั่วไป แต่หากละเลยไม่รีบพาไปพบแพทย์ใน 48 ชั่วโมงก็อาจเสียชีวิตได้ อาการของไข้เลือดออกช่วงแรกมักมีไข้สูง ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว กระหายน้ำบ่อย เบื่ออาหาร อาเจียน  พอเข้าวันที่3 จะเริ่มพบผื่นแดงขึ้นตามลำตัวแขนขา จนเข้าสู่ระยะที่เลือดออก ซึ่งทำให้เกิดภาวะติดเชื้อหรืออาการช็อคจนสามารถเสียชีวิตได้ อย่างไรก็ตาม หากได้รับการรักษาด้วยวิธีที่ถูกต้องและทันเวลา ไข้เลือดออกก็สามารถรักษาให้หายได้ภายใน 7-10 วันเท่านั้นหากไม่มีภาวะอื่นแทรกซ้อน

 

 

3.โรคระบบทางเดินอาหาร  เช่น โรคอุจจาระร่วง โรคบิด  อาหารเป็นพิษ เป็นต้น  โดยสาเหตุหลักของการเกิดโรคระบบทางเดินอาหารมักมาจากอาหารหรือน้ำดื่มที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนของเชื้อโรคจากแหล่งน้ำ แหล่งอาหาร ภาชนะใส่อาหาร หรือเครื่องมืออุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการประกอบอาหาร โดยอาการส่วนใหญ่ของโรคระบบทางเดินอาหารที่พบบ่อยคือ ท้องร่วง อุจจาระเหลวมากกว่า 3 ครั้งต่อวัน ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน บางรายอาจมีไข้สูง หากมีการถ่ายเหลวในปริมาณมากอาจทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและช็อคในที่สุดได้

 

 

ป้องกันโรคในหน้าฝน

3 โรคที่กล่าวมาในข้างต้นถือว่าเป็นโรคที่พบได้บ่อยมากที่สุดในช่วงหน้าฝน ซึ่งบางโรคอาจมีความเสี่ยงทำให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นวันนี้เรามีวิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้เหมาะสมในหน้าฝนแบบง่ายๆมาแนะนำกัน

1. หลีกเลี่ยงการเจอฝน  เพราะน้ำฝนมีความเย็นและอุณหภูมิต่ำกว่าร่างกายมาก  หากเราเปียกฝนเมื่อไหร่  ความเย็นปะทะความร้อนในร่างกาย  ก็ทำให้ร่างกายเสียสมดุลไป  เชื้อโรคต่างๆจึงเข้าโจมตีได้โดยง่าย  นอกจากนี้น้ำฝนยังมีเชื้อโรคต่างๆปนเปื้อน ไม่ว่าจะเป็นเชื้อไวรัส แบคทีเรีย ซึ่งเป็นตัวการสำคัญของโรคหวัดและโรคระบบทางเดินอาหาร ทำให้เรามีความเสี่ยงที่จะเกิดโรคพวกนี้ได้  หากเราไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเจอฝนได้  สิ่งแรกที่ควรปฏิบัติหลักจากเปียกฝนคือ รีบทำตัวให้แห้ง อาบน้ำสระผมใหม่ เพื่อชะล้างความสกปรกและเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำฝนออกไป

 

2. ควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ยุงและหลีกเลี่ยงไม่ให้ยุงกัด  เพราะยุงเป็นพาหะของโรคไข้เลือดออก ดังนั้นการป้องกันอันดับแรกคือต้องควบคุมหรือกำจัดสิ่งที่อาจเกิดน้ำขังได้ เช่น กระป๋องเก่า เศษกระถางเก่า  ปิดฝาถังน้ำดื่มน้ำใช้ทุกครั้งเมื่อเลิกใช้งาน เป็นต้น  การตัดถางหญ้าหรือต้นไม้ที่ขึ้นรกภายในบริเวณบ้าน เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งชุกชุมของยุง  รวมถึงการเฝ้าระวังไม่ให้ถูกยุงกัดด้วยการสำรวจมุ้งลวดในบ้านว่ามีตำแหน่งใดขาดแหว่งหรือเกิดช่องว่างควรรีบซ่อมแซม สำหรับบ้านไหนที่ไม่มีมุ้งลวดควรกางมุ้งนอนทุกครั้ง นอกจากนี้อย่าลืมกำจัดยุงด้วยการฉีดยากันยุงบริเวณรอบๆบ้านด้วย

3. รับประทานอาหารที่ปรุงสุกใหม่   เชื้อโรคต่างๆมักปนเปื้อนอยู่ในอาหารและน้ำที่เรารับประทานดื่มเป็นประจำทุกวัน  ดังนั้นวิธีการกำจัดเชื้อได้ดีที่สุด นอกจากจะล้างทำความสะอาดให้ดีก่อนนำมาปรุง ควรใช้ความร้อนในการปรุงจนสุกเป็นอย่างดี เพื่อป้องกันไม่ให้มีเชื้อหลงเหลืออยู่ในอาหาร  ภาชนะที่ใส่อาหารต้องล้างด้วยน้ำสะอาดเช่นน้ำประปา ไม่ควรประหยัดโดยการใช้น้ำฝนที่รองไว้  น้ำดื่มควรเป็นน้ำสะอาดที่ผ่านการต้มจนเดือดหรือผ่านการกรองด้วยขั้นตอนที่กำจัดเชื้อโรคออกแล้ว  เท่านี้ก็สามารถกินดื่มอย่างสบายใจไม่ต้องกลัวท้องร่วงแล้ว

 

4. พักผ่อนให้เพียงพอ   ฤดูฝนทำให้อากาศมีความเย็นและความชื้นสูง ร่างกายเสียสมดุลและอาจป่วยได้ง่าย ดังนั้นเราควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง  เพื่อให้ร่างกายได้ซ่อมแซมฟื้นฟูในขณะที่นอนหลับ  ภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ  ไม่ว่าจะเจอกับเชื้อโรคแบบไหนก็สามารถรับมือได้ทันท่วงที

5. รับประทานอาหารหรือสมุนไพรที่ให้ฤทธิ์อุ่นร้อนหรือเพิ่มภูมิคุ้มกัน   เพราะฤดูฝนทำให้เรารู้สึกหนาวเย็นได้ง่าย ภูมิคุ้มกันลดลง  การรับประทานอาหารหรือสมุนไพรที่ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นหรือเสริมภูมิคุ้มกัน ขึ้นจึงเป็นทางเลือกที่ดีของการดูแลสุขภาพในช่วงหน้าฝนได้เป็นอย่างดี  เช่น

                - น้ำขิง ช่วยขับเหงื่อและเพิ่มความอบอุ่นให้กับร่างกาย บรรเทาอาการหวัด

                - อาหารเผ็ด โดยเฉพาะอาหารที่มีส่วนประกอบของกระเทียม พริก หอมแดง นอกจากให้ฤทธิ์อุ่นร้อนช่วยปรับสมดุลร่างกายแล้ว  ยังมีคุณสมบัติในการต้านอนุมูลอิสระ บรรเทาอาการคัดจมูก และเสริมประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดขาวหรือระบบภูมิคุ้มกันให้ดีขึ้น

                - โสม  เป็นสมุนไพรสำคัญที่มีฤทธิ์ร้อน  ช่วยให้ร่างกายอบอุ่นในวันฝนพรำหรือตากฝนกลับบ้าน นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มกำลังวังชา  รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่า ลดความอ่อนเพลีย ทำให้หลับสบาย

 

 

                - หลิงจือ  หรือเห็ดมหัศจรรย์ที่ช่วยให้อายุยืน  เพราะมีประโยชน์ในด้านเสริมภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  ช่วยกำจัดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย บรรเทาอาการต่างๆจากโรคที่เกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เช่น หวัด เจ็บคอ ไอ มีเสมหะ อีกทั้งมีฤทธิ์ต้านการอักเสบ  แก้อาการอาหารเป็นพิษได้

                แม้ว่าหน้าฝนจะนำมาซึ่งโรคภัยไข้เจ็บได้ง่ายและอาจร้ายแรงจนทำให้เสียชีวิต  แต่หากเรารู้จักต้นเหตุและวิธีป้องกันแล้ว  การใช้ชีวิตในหน้าฝนให้แข็งแรงและไกลจากโรคก็ไม่ใช่เรื่องยากลำบากอีกต่อไป  เพียงแค่หันมาใส่ใจดูแลสุขภาพตัวเองอย่างจริงจังตามคำแนะนำข้างต้น   หน้าฝนก็จะกลายเป็นฤดูกาลที่ทำให้คุณรู้สึกชุ่มฉ่ำยามฝนโปรยแบบไม่กลัวป่วยได้แล้วค่ะ